
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดเผยถึงประเด็นการถอดค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน ว่า ในเบื้องต้นภาระ 18,000 ล้านบาทต่อปีนี้ จะให้ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ,การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) บริหารจัดการร่วมกัน โดยรัฐบาลมีแผนหาเงินชดเชยจาก 3-4 แหล่ง ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพระบบและลดต้นทุนพลังงาน
สำหรับที่มาของรายได้ดังกล่าว ในที่สุดจะมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ทั้งเรื่องของการเร่งเจรจา ยกเลิกสัญญาแอดเดอร์ที่ผูกกันไว้ชั่วนิรันดร์ไปซื้อไฟแพง ก็ต้องซื้อให้ถูกลง
รวมไปถึงการเปิดตลาดเสรีไฟฟ้าสะอาดอุตสาหกรรมให้แข่งกัน แต่ว่าทางการไฟฟ้ามีค่าที่จะเก็บดูแลค่าโครงข่าย ส่วนนี้ก็จะดึงมาช่วยรับผิดชอบค่าไฟสาธารณะ
อีกส่วนหนึ่งที่จะนำเงินมาชดเชยค่าไฟสาธารณะคือการจัดเก็บค่าไฟจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ที่กำลังเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับสิทธิ์จ่ายค่าไฟในอัตราภาคอุตสาหกรรมทั่วไปที่ประมาณ 4 บาทเศษ ซึ่งมองว่าถูกเกินไปและไม่สะท้อนต้นทุนภาระที่ประเทศต้องแบกรับ
“หากไปดูราคาสิงคโปร์ขายไฟให้ Data Center จะอยู่ที่ 8 บาท ปัจจุบันไทยมี Data Center มารอขอไฟ แต่ถ้าไม่จัดระเบียบเนี่ยนะฮะ เอาไปใช้ไฟในเรทพวกอุตสาหกรรมทั่วไปซึ่งถูกมาก... พูดง่ายๆ เนี่ย ไอ้ค่าพร้อมจ่ายที่แฝงๆ อยู่ในพวกต้นทุนของไฟที่เราต้องไปจ่ายให้โรงไฟฟ้าที่นิ่งเฉยเนี่ยนะครับ ก็จะมี Data Center มารับผิดชอบ”
ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงมีมติให้แยก Data Center ออกมาเป็นผู้ใช้ไฟประเภทใหม่เป็นการเฉพาะ เพื่อคิดอัตราค่าไฟที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนการนำเข้า LNG และดึงเงินส่วนนี้มาช่วยลดภาระให้ประชาชน
Data Center จะถูกแยกออกมาอีกเป็นประเภทผู้ใช้ไฟอีกประเภทหนึ่งเลย เกณฑ์การใช้ทรัพยากร ไฟ น้ำ สิ่งแวดล้อม ต้องรัดกุม และไม่เป็นภาระเพิ่มเติมกับประชาชน